Safety Tips – Sharing experience from being hit by a taxi from behind while cycling 141123 054910 แชร์ประสบการณ์ ถูกแท็กซี่ชนจากข้างหลังขณะปั่นจักรยาน

Safety Tips – Sharing experience from being hit by a taxi from behind while cycling 141123 054910

แชร์ประสบการณ์ ถูกแท็กซี่ชนจากข้างหลังขณะปั่นจักรยาน

 

ตอนแรกที่ทำ blog นี้ขึ้นมา ว่าจะแชร์ประสบการณ์การวิ่ง full marathon (ระยะทาง 42.195 กม.) ครั้งแรกในชีวิตเมื่อ 16 พฤศจิกายน 2557 (2 สัปดาห์ก่อนอายุครบ 55) ว่าเตรียมตัวอย่างไร ตอนวิ่งเป็นอย่างไรบ้าง เผื่อว่านักวิ่งที่ยังไม่เคยวิ่งมาราธอนจะได้ประโยชน์ในการเตรียมตัว ก็เลยตั้ง subtitle ของ blog ไว้ว่า Courage to Start ซึ่งมาจากชื่อหนังสือที่เป็นแรงบันดาลใจให้กล้าลงวิ่งมาราธอนทั้งๆ ที่อายุก็เกิน 50 ไปพอควรแล้ว

 

แต่แล้ว

 

อาทิตย์ที่ 23 พฤศจิกายน 2557 เวลา 05:49:10 น.

 

สัปดาห์หลังจากวิ่งมาราธอนสำเร็จครั้งแรกในชีวิต

 

ขณะกำลังปั่นจักรยานมาดีๆ

ผมถูกรถแท็กซี่ชนจากข้างหลัง !!!

 

เลยจำเป็นต้องพักเรื่องเขียนเกี่ยวกับเรื่องวิ่งเอาไว้ก่อน แล้วมาเขียนเรื่องจักรยานแทน

 

ดูจาก clip นี้ได้นะครับ ว่าผมถูกเขาชนอย่างไร

 

http://youtu.be/pbTv9lhWI4o

 

 

เช้าวันนั้น ผมนัดกับ น้องที่ทำงานไว้ โมงเช้าที่บริษัท เพื่อไปปั่นสำรวจเส้นทางเพื่อความปลอดภัยสำหรับงาน “5 ธันวา ปั่นถวายพระพร ซึ่งชมรมจักรยานนัดกันปั่นไปมณฑลพิธีท้องสนามหลวง เพื่อไปถวายพระพรพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

 
 

เรานัดกัน คน

ผมกับเพื่อนสนิท ที่เรียนประถม ถึง ม.ศ. 5 (สมัยนี้คือ ม. ครับ) มาด้วยกัน เขาเป็นหมอสูติ บ้านอยู่ใกล้ๆ กันกับบ้านผม และ เพื่อนของหมออีกคนที่จะขับรถมาเจอกันที่บริษัท เหมือนกันน้องคนนั้น แล้วจะได้ปั่นจากบริษัทไปสำรวจเส้นทางด้วยกัน คน

 
 

ผมกับหมอ มาเจอกันแถวกระทรวงการคลังราว 05:45 น. แล้วก็ปั่นมาด้วยกัน คน ผมนำหน้า เขาตามหลังผมราว 1-2 เมตร บนถนนพระราม มุ่งหน้าจากสี่แยกตึกชัยไปสี่แยกประดิพัทธ์ จุดเกิดเหตุคือระหว่างร้านอาหาร T. House กับ อาคาร Tipco

 

 


 
 

ผมปั่นอยู่เลนซ้าย แต่ไม่ได้ชิดซ้ายสุด ประมาณขอบเส้นประของเลนซ้ายกับเลนกลาง ปกติผมจะปั่นชิดซ้ายเกือบติดฟุตปาธ แต่วันนั้น มีรถเครนจอดอยู่หน้าอาคาร Tipco ซึ่งเปิดไฟรถเครนสว่าง มีโคนสีส้มตั้งอยู่รอบรถเครน เพื่อให้คนเห็นชัด ตอนนั้นยังไม่สว่างดี แต่ไฟถนนก็สว่าง เนื่องจากผมเห็นว่ามีรถเครนจอดบังเลนซ้ายทั้งเลน ผมจึงปั่นประมาณเส้นประที่ว่า เพื่อว่าเมื่อใกล้ถึงรถเครน จะได้มองกระจกหลัง (ที่ติดไว้ที่แฮนด์ด้านขวา) ก่อน แล้วจึงเบี่ยงออกขวาได้
ก่อนถึงจุดเกิดเหตุ ก็มีรถแซงไปตามปกติ ทั้งเลนกลางและเลนขวา

 





 
 

ถ้าได้อ่าน blog ผมเรื่อง safety tips ปั่นจักรยานในเมือง

 

https://kidakorn.com/2014/12/12/safety-tips-biking-in-the-city-%E0%B8%9B%E0%B8%B1%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%87/

 

 หรือ คนที่รู้จักผมดี ก็จะทราบว่าผม ระมัดระวังเรื่องความปลอดภัยเป็นพิเศษ ไม่ว่าวิ่งหรือปั่นจักรยาน

 

เรื่อง หมวกกันน็อค ถุงมือ แว่นตา
ไม่ต้องพูดถึง ผมใส่ทุกครั้งที่ปั่นจักรยาน ไม่ว่าใกล้ไกลแค่ไหนก็นาม

 

นอกจากนั้น จักรยานผมมีทั้งแถบสะท้อนแสงตะเกียบคู่หน้า กระเป๋าใต้อานมีแถบสะท้อนแสง ตะเกียบหลังติดสติ๊กเกอร์สะท้อนแสง วงยางมีแถบสะท้อนแสงโดยรอบ เปิดไฟทั้งหน้าหลัง มีไฟหน้าติดแฮนด์ ซึ่งเป็นแบบสว่างตลอดและกระพริบถี่ๆ 3 ครั้งติดกัน ส่องลงพื้นข้างหน้าประมาณ 2-3 เมตร (ไม่แนะนำให้เปิดไฟหน้ากระพริบเวลากลางคืนนะครับ ทำให้เราเวียนหัว วัตถุประสงค์ของไฟหน้าคือให้เราเห็นทาง ซึ่งรถที่สวนเราก็เห็นด้วย รถข้างหน้าก็เห็นเราจากกระจกมองหลัง ไฟหน้ากระพริบใช้เฉพาะกลางวันเท่านั้นเพื่อให้รถสวนเห็นเรา หรือ รถข้างหน้าเห็นเราจากกระจกมองหลัง ส่วนไฟหลังวัตถุประสงค์หลักคือให้คนอื่นเห็นเรา)

ในรูปกล่องด้านหลัง จะเห็นว่า ไฟกระพริบที่เรียก DAYLIGHTNING นั้นให้ใช้กลางวันเท่านนั้น CAUTION: For daytime use only.

 

 



 

 

ด้านหลังผมเปิดไฟกระพริบสีแดงที่ตะเกียบหลังด้านขวา ด้านบนสุดของหมวกมีไฟกระพริบด้านหลังสีแดง ด้านหน้ากระพริบสีขาว ส่องไปไกลกว่าอันที่ติดแฮนด์

 



ใส่ถุงมือขาว ใส่ปลอกแขนสีขาวซึ่งมีโลโก้สะท้อนแสง ใส่เสื้อจักรยานสีขาว ซึ่งด้านหลังก็มีแถบสะท้อนแสงเช่นกัน4]

ด้านขวาที่มีรอยเปื้อนดำ คือตอนที่ไถลไปกับพื้นหลังถูกชน

 



 

 

แล้วยังใส่ผ้า buff ที่คอซึ่งก็มีแถบสะท้านแสงหน้า-หลัง


 

ประมาณว่าไม่เห็นก็ให้มันรู้ไป

 

อ่านตอนหลังจะทราบว่า คนขับแท็กซี่พี่แกบอกไม่เห็น(ว่ะ)

 

ส่วนเพื่อนผมก็จัดเต็มครบชุด มีไฟหน้าสีขาว มีไฟกระพริบสีแดงด้านหลัง มีกระเป๋าคาดเอวซึ่งด้านหลังมีแถบสะท้อนแสงขนาดใหญ่ เพื่อนผมบอกเราสองคนไฟอย่างกับต้นคริสต์มาส เห็นชัดเจนแต่ไกล

 
 

พอถึงจุดเกิดเหตุ ด้านหน้าผม ในเลนซ้ายสุด ไม่มีรถยนต์หรือมอเตอร์ไซค์ ปั่นอยู่ดีๆ ไม่รู้เนื้อรู้ตัว รู้แต่ว่าโดนกระแทกแล้วก็ล้ม ลื่นไถลไป
ไม่ตกใจครับ แต่งงๆ ว่าเกิดอะไรขึ้น รถอะไรมาชนเราได้อย่างไร รู้แต่ว่าเห็นชิ้นส่วนสีชมพูของกรอบกระจกมองข้างของรถกลิ้งอยู่ใกล้ๆ กับจักรยานที่กลิ้งไปข้างหน้าและไปกระแทกกับฟุตปาธ

 
 

วันผ่านไปหลังจากวันเกิดเหตุ ผมเข้าใจมาตลอดว่าคงโดยกระจกข้างของแท็กซีเกี่ยวแฮนด์ผมกระตุกจักรยานไปข้างหน้าแล้วผมหงายท้องลงไป หลังและก้นกระแทกพื้นและไถลไป จากที่ 2-3 วันหลังเกิดเหตุ ผมมีอาการเจ็บเคล็ดขัดยอกที่หลัง รวมทั้งดูจากรอยดำเปื้อนด้านหลังส่วนล่างๆ ของเสื้อ 

 

ส่วนเพื่อนที่ปั่นตามมา เล่าให้ฟังว่า เห็นแท็กซี่อยู่ๆ ก็เบี่ยงแถอย่างเร็วมาชนผม ยังไม่ทันจะได้ตะโกนเตือน ผมก็โดนชนไปแล้ว

 
 

5 วันหลังเกิดเหตุ จึงได้เทปวงจรปิดจากหน้าอาคาร Tipco ที่ท่านผู้บริหารของ Tipco ได้กรุณาให้เจ้าหน้าที่ copy ให้ จากที่ผมขอไปทางผู้ใหญ่ที่ผมนับถือท่านหนึ่ง เมื่อดูจาก CCTV จึงทราบว่า

 

แท็กซี่มาจากข้างหลังและเบี่ยงซ้ายดื้อๆ มาชนผมแบบเบียดๆ ผม

เหมือนเขากำลังเปลี่ยนเลนจากกลางมาซ้าย

 
 

นี่คือสาเหตุที่ในสัปดาห์แรกผมถึงเจ็บตรงสะโพกขวาด้วย สรุปว่ากระจกมองข้างของแท็กซี่ชนผมตรงสะโพกขวา
และผมไม่ได้ร่วงลงมาไถลไปเฉยๆ อย่างที่จำได้

 

ราวสัปดาห์เศษๆ ก็ได้ CCTV จาก กทม. มาอีกมุมกล้องหนึ่ง จึงเห็นได้ชัดเจนว่า แท็กซี่เขามาเร็วขนาดไหน
และผมไถลไปราว
4-5 เมตร ก่อนที่จะกลิ้ง 2 ตลบ

 

ยังโชคดีที่สันชาตญาณเก่าคงพอมีอยู่บ้าง เพราะตอนกลิ้งเก็บคอ (ก้มคอ) ไว้ตลอด แต่ถึงกระนั้น คอก็ยังถูกกระทบกระเทือนจนออกอาการที่นิ้วอยู่ดี

 

อีกอย่างที่เพิ่งเห็นเมื่อตอนได้ CCTV มา คือ ชายชุดดำที่เดินไปเดินมาอยู่บนถนนเลนซ้าย ตรงหน้าป้ายรถเมล์ ไม่ทราบว่ารอรถเมล์ หรือ รอเรียกแท็กซี่หรือมอเตอร์ไซค์ เลยจุดเกิดเหตุนิดเดียว ตอนที่ผมปั่นอยู่นั้นผมไม่เห็น ชายชุดดำคนนั้น คงเพราะกำลังโฟกัสอยู่ที่รถเครนข้างหน้า และ เตรียมที่จะมองหลังเพื่อจะเบี่ยงออกเลนกลาง แต่โดนชนซะก่อน ดูเหตุการณ์ประกอบกันจาก CCTV แล้ว พอจะสันนิษฐานได้ว่า คนขับแท็กซี่คนเห็น ชายชุดดำคนนั้นแล้วก็เลยรีบหักเบี่ยงซ้ายเพื่อโฉบไปรับผู้ที่คาดว่าจะเป็นผู้โดยสาร ลักษณะการที่แท็กซี่ ตุ๊กตุ๊ก มอเตอร์ไซค์ โฉบไปหาผู้โดยสารเนี่ย เชื่อว่าท่านก็คงได้พบเห็นอยู่บ่อยครั้ง ปกติเวลาผมปั่นจักรยาน ก็จะระมัดระวังตัวเป็นพิเศษอยู่แล้ว เมื่อเห็นเขาแซงเราไปแล้วเบี่ยงซ้าย แต่ที่เคยประสบมาอย่างมากเขาก็ปาดหน้าเราไปรับผู้โดยสาร ไม่ใช่ปาดมาชนเราแบบนี้

 
 

แว๊บแรกหลังจากล้ม เจ็บหลังมาก แต่ก็พยายามค่อยๆ ลุกและไปนั่งพิงตรงฟุตปาธ เพื่อหลบรถราคันอื่นๆ ที่อาจตามมาชนซ้ำเอาได้ ส่วนเพื่อนก็หักหลบไปทางซ้ายและจอดจักรยานเขาไว้แล้ววิ่งมาหาผม ผมยังมีสติบ้างเนื่องจากยังไม่รู้สึกเจ็บอะไรมาก ไม่ได้หมดสติ และเขาเป็นหมอ ดูอาการผมแล้วพอไหว

 

ข้างล่างนี้ก็จะขอลำดับเหตุการณ์ พร้อมทั้งบทเรียนที่ขอแบ่งปันให้ท่านผู้อ่าน เพื่อความปลอดภัย ซึ่งไม่เพียงแต่สำหรับนักปั่นจักรยานเท่านั้น หลายๆ ข้อสามารถนำไปพิจาณาได้ไม่ว่านักวิ่ง หรือ นักเดินทาง

 
 

Lesson #1

 

ผมเลยบอกเพื่อนช่วย ถ่ายรูปทะเบียนแท็กซี่ ไว้ก่อนเป็นหลักฐาน

และมีรถเก๋งสีขาวหนุ่มสาวนั่งมาคู่หนึ่งหลังแท็กซี เขารีบจอดเปิดประตูมาช่วยผม และ บอกอย่ารีบลุก
เพราะไม่แน่ว่ากระดูกสันหลัง หรือ กระดูกอื่นหักหรือไม่ เขาดีมากๆ

 
 

Lesson #2

 

ผมให้เพื่อนขอ เบอร์โทรศัพท์ และ ชื่อ เขาไว้ อันนี้นำไปใช้ได้นะครับ เวลาเกิดอุบัติเหตุใดๆ ก็ตาม หาพยานไว้ก่อนครับ เผื่อเรื่องคดีความยาวภายหลัง

คนขับรถเครน ก็มาช่วยขวางแท็กซี่ไว้ คงกลัวคนขับหนี ทราบภายหลังว่าคนขับรถเครนพี่แกเป็นนักปั่นจักรยานเหมือนกัน

 
 

พอพากันเดินมาหาผม ผมถามคนขับแท็กซี่ว่ามาชนผมได้ไง เขาบอก ไม่เห็น ผมละงง

สันนิษฐานได้ 3-4 อย่าง

คงขับกะดึกมาทั้งคืน, หมดฤทธิ์ยา
หรือ หลับใน
หรือ มองหาผู้โดยสาร

เมื่อดูคลิป เพิ่งเห็นว่ามีคนเดินไปเดินมาอยู่เลนซ้าย ถ้าจะว่าเขามุ่งไปรับผู้โดยสารดูจากทิศทางแล้วถ้าแท็กซีไม่ชนผม ก็ชนคนนั้น หรือ เลยไปชนรถเครน

 

คนขับแท็กซี่คนนี้ไม่มีใบขับขี่ครับ มีแต่บัตรประชาชน อ้างว่าใบขับขี่ถูกตำรวจยึด แต่ก็ไม่ปรากฎว่ามีใบแทนใบขับขี่

 

และ เขาพูดจาแทบไม่ค่อยจะรู้เรื่อง
แต่ก็ไม่ถึงกับเหมือนเมา

แต่พูดไม่ค่อยจะรู้เรื่องจริงๆ อธิบายไม่ถูก

สภาพหน้าตาคนขับ ตอนตามไปเจรจาเรื่องประกันที่โรงพยาบาล ราว 4-5 ชั่วโมงหลังเกิดเหตุ
เพราะเขาสับสน พูดไม่ค่อยจะเข้าใจ หลงไป รพ.วิชัยยุทธคนละตึกกัน

หน้าตาเป็นอย่างนี้แหละครับ

 

 



 

เพื่อความไม่ประมาท ผมต้องไปโรงพยาบาลเพื่อตรวจเช็คว่าบาดเจ็บที่ไหนบ้าง

จึงโทรให้ภรรยาเอารถมารับ เพื่อจะได้เก็บจักรยานขึ้นรถ โทร บอกน้องกับเพื่อนที่นัดไปเจอกันที่บริษัท ว่าเกิดอุบัตุเหตุ ด้วยความเป็นห่วง น้องเขาเลยตามไปที่ รพ.
ส่วนเพื่อนของหมอ ขับรถมาที่เกิดเหตุ

 
 

Lesson #3

 

ไม่ควรปั่นคนเดียว เกิดเหตุไม่มีใครช่วย เวลาต้องไป รพ. ไม่รู้จะเอาจักรยานไปไว้ไหน 😉

จริงๆ แล้ว จะได้มี buddy นะครับ ช่วยเหลือกันได้

พอเก็บจักรยานขึ้นรถ ภรรยาก็ขับพาผมมาที่โรงพยาบาล

เพื่อนอีกคนก็ขับรถจากบริษัท มารับหมอเพื่อนผมเพื่อเก็บจักรยานเขาแล้วไปแจ้งความด้วยกัน

 
 

Lesson #4

 

ควรเขียนชื่อ นามสกุล เบอร์ฉุกเฉิน หมู่เลือด แพ้ยา ยาที่กินประจำ โรคประจำตัว รายละเอียดต่างๆ ติดตัวเราไว้ด้วย
เผื่อเราหมดสติ เขาจะได้ช่วยเราได้

ตัวอย่างบัตรแบบนี้ Emergency Medical Identification
นำไปปรับใช้ได้ครับ เหมาะกันนักวิ่ง นักปั่นจักรยาน คนที่เดินทางบ่อยๆ หรือ แม้แต่ติดตัวไว้ตลอดเวลาก็ดี ถ้ามีเด็กๆ ลูกหลาน ทำบัตรแบบนี้ติดตัวเด็กๆ ไว้ด้วยจะดีมาก

 


 


 

 
 

ในระหว่างที่ยังไม่ได้ไปโรงพยาบาล

คนขับแท็กซี่ที่ว่าพูดไม่ค่อยรู้เรื่อง พยายาม โทรหาเถ้าแก่ โทรหาประกันก็ไม่สำเร็จ

 
 

Lesson #5

 

เพื่อนผมเลยขอบัตรประชาชนเขาไว้ ถ่ายรูปบัตรประชาชนไว้ และ ไปแจ้งความ
สน.บางซื่อ
 ให้แท็กซีขับตามไป ในขณะที่ภรรยาผมขับรถพาผมไป รพ.วิชัยยุทธ

 


 
 

Lesson #6

 

เข้าห้องฉุกเฉิน หมอสำรวจทีละอย่าง รู้สึกเจ็บหลังอย่างเดียว นอนยกขาซ้ายขวาได้ ไม่สลบ หัวไม่ฟาดพื้น มีสติตลอด จึงส่งไป x-ray หลัง เพื่อให้แน่ใจว่ากระดูกไม่หัก ผล OK

 
 

ราว 8 โมง หมอฉีดยาแก้ปวดและคลายกล้ามเนื้อ เข้าสะโพก ที่ไม่ฉีดเข้าเส้นเพราะผมแพ้ยาหลายอย่าง การฉีดเข้ากล้ามอันตรายน้อยกว่าเข้าเส้นหากแพ้ยา

 
 

ราว 9 โมง เริ่มเจ็บขาขวา ยกขาขวาไม่ขึ้น ทีแรกนึกว่าเจ็บขาหนีบหลังจากวิ่งมาราธานมาได้สัปดาห์นึง

จริงๆ แล้วคงเพราะถูกชนด้านขวา จึงไป x-ray ขาและสะโพกขวาเพิ่ม ผล OK

 
 

อันนี้หมอบอก มันจะค่อยๆ ระบมทีละอย่าง อะไรหนักสุดจะเกิดอาการก่อน คือ หลัง แล้ว ค่อยมา ขา

 
 

ออกจาก รพ ราว 11 โมง ก่อนออก หมอให้ใบมาสำรวจอาการทางสมองด้วย
เผื่อยังไม่ออกอาการทันที

 

 


 

 

กว่าแท็กซี เถ้าแก่ กับ ประกันจะมา ก็เกือบ 11 โมงแหละ ให้เขาเคลียร์ค่าใช้จ่ายกับ รพ.

 
 

Lesson # 7

 

ถ้ามีบัตรประกัน
พกติดตัวไปด้วย
 เผื่อจำเป็นต้องจ่าย รพ. ก่อน ปกติผมพกบัตรประกันของบริษัทติดตัว แต่เวลาปั่นจักรยานดันไม่ได้เอาไป เอาไปแต่เงินเล็กน้อยกับบัตรเซเว่นไว้ซื้อน้ำ

 
 

Lesson #8

 

ระหว่างอยู่โรงพยาบาล ผมพยายาม post Facebook เป็นระยะ
เพื่อเป็นการบันทึกหลักฐานในที่สาธารณเอาไว้ก่อน

ไม่งั้นผ่านๆ ไป เดี๋ยวก็ลืม จำเหตุการณ์ไม่ได้

 
 

นอนอยู่บ้าน 3 วัน อาทิตย์ จันทร์ อังคาร เพราะหมอให้พยายามนอนหงายไว้ อย่านั่งนานเพราะการนั่งเป็นการทารุณหลัง และ เคลื่อนไหวน้อยๆ

ห้ามออกกำลังกาย 1 อาทิตย์ อันนึ้ตลกดีครับ ปกติเราจะได้ยินหมอสั่งให้ออกกำลังกาย งานนี้หมอสั่งห้ามออกกำลังกาย 

 
 

อาการบาดเจ็บตอนนั้นคือ หลังยอก เจ็บโคนขาขวานิดหน่อย นิ้วนางและนิ้วก้อยขวายังชาๆ อยู่บ้าง ตรงคอมีรอยแดงจิ๊ดนึง คงเพราะซิบหน้าของเสื้อจักรยาน และขอโทษครับ แก้มก้นขวามีรอยขีดราว 1 ซม. เลือดไม่ไหล คงตรงที่โดยกระจกมองข้างซ้ายของแท็กซี่ฟาดเอา

 
 

นอกจากนั้น amazing ครับ ไม่มีแผลถลอกปอกเปิกทั้งๆ ที่กลิ้งและไถลไปกับถนนอย่างนั้น ไม่รู้โชค หรือ หนา!

 
 

แต่เข้าใจว่า ปลอกแขน (อย่างดี) คงช่วยไว้ได้บ้าง เพราะปลอกแขนขวามีรอยดำจากพื้นถนน

 

วันนั้นก็โชคดี เพราะใส่กางเกงจักรยาน Mountain bike คือ เป็นกางเกง 2 ชั้น ชั้นในแบบแนบเนื้อและมี chamois ที่เป้า ชั้นนอกเหมือนขาสั้นแต่เป็นผ้าหนาคล้ายๆ ผ้าใบ สำหรับลุยป่า คงช่วยรักษาบั้นท้ายไว้ได้ไม่ให้ถลอกปอกเปิกเช่นกัน แต่มีรอยครูดที่กางเกงแต่ไม่ถึงกับขาด
ในรูปจะเห็นเป็นสีชมพู นั่นแหละคือสีแท็กซี่ คงมาจากกระจกมองข้าง

 



 
 

ผมลอง search net ต่างประเทศดู เขาว่าจักรยานถูกรถชนได้หลายแบบ แบบที่โดนชนจากข้างหลังเนี่ยมีประมาณ 3.8% และ มักเกิดกับนักปั่นที่ไม่มีไฟท้าย/ไม่มีสะท้อนแสง ผมก็ว่าผมมีครบแล้วนา คงเพราะ กรรมเก่า หรือไม่ก็ ฟาดเคราะห์ หรือ ซวย ครับ เลยไปอยู่ใน น้อยกว่า 3.8% ซะอีก แต่สถิติประเทศไทยอาจต่างกันเพราะมีปัจจัยจากคนขับประเภทนี้ด้วย

 
 

Lesson #9 CCTV

 

มองหา CCTV ละแวกนั้นไว้ มักมีของ กทม. หรือ ของเอกชน ถ้าเป็นของ กทม. ก็ถ่ายรูปจดหมายเลขไว้ สามารถไปขอสำเนาได้
เพื่อเป็นหลักฐาน

 




 

Selfie ตัวเองไว้ ตอนนอนรอก่อนไป X-ray ลืมถอดแว่นจักรยาน

ออกจาก รพ. ราวๆ เที่ยง ไปพักที่บ้าน

 



 

หลังเกิดเหตุสัปดาห์นึง ปรากฎว่า อาการชาที่นิ้วนางและนิ้วก้อยขวา
เป็นมากขึ้น เลยกลับไปหาหมออีกครั้ง หมอให้
X-ray คอและแขน พบว่า กระดูกคอระหว่างข้อที่ 5 และ 6 ค่อนข้างแคบ เกิดจากเสื่อมหรือเคยอุบัติเหตุมาก่อน แต่ไม่เคยมีอาการผิดปกติ พอมาถูกชนครั้งนี้ แรงกระทบกระเทือนทำให้อาการหนักขึ้น เส้นประสาทเดินไม่สะดวก จึงมีอาการชา ต้องทำกายภาพบำบัด ด้วยการดึงคอ ครั้งละ 20 นาที 2 ครั้ง ต่อ สัปดาห์

 



 

 

หมอบอกว่า อย่างน้อยอีก 3 เดือน จึงจะดีขึ้น ในระหว่างนี้ ให้งดปั่นจักรยานในที่ขรุขระ ให้ปั่นแต่ทางเรียบๆ เป็นอันว่าหมดสิทธิ์นำ mountain bike ไปลุย single track และ งดวิ่งเร็ว อย่าเร็วกว่า 7 นาที/กม. เลยมีข้ออ้างเลย ว่า วิ่งเร็วไม่ได้นะครับ หมอห้าม แต่จริงๆ แล้ว ปกติก็วิ่งได้อย่างเร็วก็แค่นี้แหละ

 

เร็วๆ นี้ มีประกาศเกี่ยวกับการปั่นจักรยาน และ bike lane ควรปฏิบัติตามนะครับ

http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2557/E/262/16.PDF

 

 



 



 

ถึงตอนนี้ 26 ธ.ค. 57 อาการที่หลังและขาปกติแล้ว ก็เหลือแต่นิ้วชาอย่างที่ว่า กลับไปปั่นจักรยานได้แล้ว แต่ด้วยความระมัดระวังมากขึ้นเป็นพิเศษ

และนอกจากยางสะท้อนแสงแล้ว เลยติดสติ๊กเกอร์สะท้อนแสงเพิ่มที่ซี่ล้อ และ รอบคันอีก ให้เห็นชัดๆ เข้าไปอีก

 


 

 



 

หวังว่าที่แชร์มานี้ ท่านจะได้รับประโยชน์นำไปประยุกต์นะครับ

 

ขอให้ทุกท่านปั่นปลอดภัย สนุก สุขภาพแข็งแรงนะครับ

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s